ชีวิตในยุโรป:ทริปสุดโหดจากโครเอเชียสู่สโลวาเนีย(เมื่อฉันถูกจับโยนจากรถไฟกลับอิตาลี)
posted on 07 Jun 2009 15:36 by amamiทริปนี้โหดที่สุดเท่าที่เคยไปเที่ยวมาแล้วค่า T[]T โชคร้าย โชคร้าย แล้วก็โชคร้าย แม้ว่าจะมีโชคดีปนมานิดๆ แต่ว่าโดนอิทธิพลความซวยเข้าครอบงำจนทำให้ทริปนี้ติดอันดับหนึ่งแห่งความโหดร้ายไปเลย เราโดนตำรวจโครเอเชียพาลงจากรถไฟเพราะว่าเข้าประเทศเค้าไม่ได้แถมได้ตราแดงๆปั๊มลงมาในพาสปอร์ตอีก T^T แสร่ดดดดด นี่เพิ่งกลับมาสดๆ ไม่ได้นอนดีๆมาสองวันแล้วแถมนอนกลางวันไม่ได้เลยใช้เวลางงๆง่วงๆ มาอัพบลอคซะเลย อ่านเอาฮาแล้วกันนะฮ้า
เนื่องจากเราอยู่อิตาลีแล้วได้วีซ่าเชงเก้น เลยสามารถไปบุกน้ำลุยโคลนได้เกือบทั่วยุโรป เรากับพี่คนไทยสองคนเลยจัดทริปไปโครเอเชียกันเพราะว่าตั๋วรถไฟมันถูกมากกกก ก็จองกันไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้วว่าจะไปกันวันที่ 6-7 มิถุนา แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น T[]T เพราะว่าที่อิตาลีดันมี workshop ที่พวกเราต้องเข้าแต่ว่าทุกอย่างมันจ่ายไปแล้วทั้งตั๋วทั้งโรงแรม เราเลยตัดสินใจโดดกัน (ยังลังเลๆว่าจะเอาไงจนกระทั่งจะขึ้นรถไฟเลยนะว่าจะกลับรึเปล่า? แต่สุดท้ายเราก็ไปกัน เด็กดีไม่ควรทำตามนะ~)
ตั๋วที่ซื้อมามันเป็นตั๋วราคาถูกดังนั้นที่นั่งก็คุณภาพแย่ไปด้วย T^T เรากับพี่ๆต้องนั่งแยกกัน เราซวยมากเพราะว่าได้นั่งตรงข้ามกับคุณลุงอ้วนๆ กับหนุ่มสาวอเมริกันคุยกันดังมากๆจนเกือบเที่ยงคืน โชคดีที่คุณลุงใจดีเค้าเลยไม่เหยียดขามามากแต่อย่างนั้นเข่าเราก็เกือบชนกัน T^T สรุปว่านอนได้ไม่สนิทเลย ฮื้อออ พอข้ามพรมแดนอิตาลี-สโลวาเนีย ก็มีตำรวจขึ้นมาตรวจพาสปอร์ต เราก็ตกใจนึกว่าเกิดอะไรขึ้นแต่คุณลุงบอกว่าแค่ตรวจไม่มีอะไร ของเราเค้าตรวจนานมากๆๆๆ มีการบอกชื่อเรากับเจ้าหน้าที่ไปทางโทรศัทพ์ด้วย แล้วเค้าก็คืนพาสปร์ตมาจนกระทั่งเรื่องเกิดเมื่อข้ามพรมแดนสโลวาเนีย-โครเอเชีย
ก็มีเจ้าหน้าที่อีกชุดขึ้นมาเราก็ส่งพาสปอร์ตไป แต่เจ๊ที่โดนไปก่อนเค้ากระซิบถามว่า "โครเอเชียไม่ใช่เชงเก้นเหรอ??" วินาทีนี้รู้เลยว่าเกิดเรื่องแล้ว ว่ะฮ่าๆๆๆ กรูซวยแน่ๆๆๆ
เราเองก็ไม่ได้เช็คมาก่อนเลยว่าโครเอเชียเป็นเชงเก้นรึเปล่า? ขนาดมีบทเรียนเรื่องการเช็คข้อมูลจากการตกเครื่องบินที่เยอรมันแล้วแท้ๆ ตำรวจก็บอกให้เอากระเป๋าลงแล้วเดินตามเค้าออกจากรถไฟไป เรากับพี่ๆก็ขำกันใหญ่ว่าทำไมซวยอีกแล้ว(ว๊ะ?) ท่าทางดวงพวกเราสมคนคงไม่เข้ากันแล้วแน่ๆ ก็คิดดูนะเที่ยวเดี่ยวๆกันมาเป็นปีๆไม่คยเกิดเรื่อง พอมาเที่ยวด้วยกัน ทั้งตกรถ ตกเครื่อง แล้วนี่ยังเรื่องข้ามพรมแดนผิดกฏหมายอีก ฮ่าๆๆๆ (จริงๆควรเครียดแต่ด้วยความที่เป็นพวกสุขภาพจิตดีเกินเหตุเลยฮากันไป)
อย่างนี้ต้องเรียกว่า "รวมกันตายหมู่ แยกกันอยู่ตายทีละคน" มากกว่ารวมกันเราอยู่แยกหมู่เราตายแหงๆๆเลย
ตอนนั้นเป็นเวลาตีสี่ครึ่ง เราสามคนก็เดินตามตำรวจลงจากรถไฟไปที่สถานีใกล้ๆ ในใจก็ตุ๊บๆต่อมๆเหมือนกันว่าจะโดนอะไร? ตำรวจคนนึงน่ากลัวมากๆเรายิ้มให้แต่เค้าก็ทำหน้าบึ้งใส่ ฮื้ออออ หนู๋กัวววว T[]T เค้าก็ต้อนเราไปในห้อง เรียกชื่อแยกกันแล้วก็พาพี่สองคนออกจากห้องไป เราก็ฮื้อออจะทำอะไรน่ะ?? แต่ก่อนที่เราจะคิดอะไรไปไกลคุณตำรวจที่ใจดีหน่อยก็เข้ามาพร้อมกับเอกสารเค้าก็แค่กรอกๆข้อมูล แล้วให้เราเซ็นต์ชื่อและประทับตราแดงว่าไม่ให้เข้าประเทศ (ไม่ต้องแถมไอ้นี่ให้ได้มั๊ยอ่ะคะ??? เป็นมลพิษต่อพาสปร์อตหนูอ่ะ)
จากนั้นก็ต้อนเราไปที่สถานีรถไฟโชคร้ายที่รถมันดีเลย์เค้าเลยต้อนกลับมานั่ง(หนาวงั่กๆๆ) ข้างนอก เราก็แอบมองบ้านเมืองเค้า ก็สวยเลยนะเรานี่แบบอยากเที่ยวๆๆๆ ฮื้อๆๆๆ อดดดด ต้องโดนส่งตัวกลับอิตาลีตอนนั้นเลยแอบเศร้า พอรถไฟมาตำรวจก็โยนเราขึ้นรถไฟด้วยความสุภาพเป็นตำรวจหญิงที่เท่ห์มากๆ แถมรถไฟที่เราได้ขึ้นกลับมาไฮโซกว่าที่เราจองไปอีก T[]T เลยไม่รู้ว่าจะโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่อยู่ดีๆก็ได้ขึ้นรถไฟไฮโซฟรีๆ จากโครเอเชียสู่สโลวาเนีย (หลังจากนั้นก็จ่ายเพิ่มกับเจ้าหน้าที่ตั๋วเอง)
เราก็ตัดสินใจกันว่าจะลงที่เมืองหลวงของสโลวาเนียกัน (ชื่อ Ljubljana เมืองอะไรชื่ออ่านยากชะมัด) แล้วได้ตั๋วกลับเมืองทรีเอสที่อิตาลีตอนตีสองครึ่ง T[]T พระเจ้า~ เห็นลางหายนะมาแต่ไกลลลลล แต่มันก็ดีกว่าค้างคืนแล้วขึ้นรถบัสกลับวันรุ่งขึ้นอยู่ดี
พอลงรถไฟก็เดินๆ ไปในเมือง โชคดีที่เค้ากำลังมีงานแสดงโชว์รถและพวกตลาดแบบ open market ที่รวมๆทั้งดอกไม้ผักผลไม้เนื้อเสื้อผ้าของที่ระลึก เราปลื้มงานแสดงรถมากกกกกก >___< ทำไมน่ะเหรอ?? ก็ดูนี่สิ
รถเก่าๆ "แก่ๆ" เรียงรายให้ลูบคลำได้ระยะประชิดขนาดนี้ ไม่ให้กี๊ดดดได้ยังไง รถแต่ละคัดเท่ห์มากกกก เจ้าของก็อายุราวๆกันเลย เห็นคุณปู่จูงมือคุณย่าขึ้นรถสมัยก่อนแล้วมันกิ๊วก๊าวมากกกก นอกจากนี้พวกดอกไม้ผลไม้ก็สวยมากๆเช่นกัน เราปลื้มเชอร์รี่กับสตอร์เบอร์รี่มากๆๆๆๆ ลูกหย่ายยยย กินแล้วสะใจๆ
น่ากินมั๊ย??ๆๆ ลูกใหญ่มากกกก จนทำให้ลืมความโชคร้ายไปวูบนึงเลย
เชอร์รี่ที่นี่ทั้งถูกทั้งหวาน กินกันเป็นกิโลๆก็ไม่เสียดายเงิน
อยากให้เห็นแตงโมบ้านเค้า ใหญ่และเนื้อตกทรายหวานสุดๆ เมลอนก็สุดยอดดดดด สวรรค์ชัดๆ แล้วเค้ามีให้ชิมไม่จำกัด พอเราทำท่าจะไม่กินแบบเกรงใจ คุณลุงก็มาคะยั้นคะยอให้กินเยอะๆๆ ไม่ต้องซื้อก็ได้แต่กินเข้าไปอีก แล้วเค้าก็ยิ้มชอบใจตอนเรากินแล้วร้อง ว้าวๆๆๆ หวานมากกกก
อันนี้ร้านดอกไม้มีเรียงรายกันเยอะมากๆ ดอกไม้สีสดใสจนกอยากอุ้มมันกลับมาปลูกด้วยเลย
รานขายของที่ระลึกน่ารักๆ ราคาถูกจนไม่น่าเชื่อด้วย ค่าครองชีพเค้าไม่แพงแบบอิตาลี ดีจังเลย
วิวของโบถส์ที่มองมากริมแม่น้ำ สีสดเห็นชัดดี เวลาเดินไปไหนๆ ถ้ากลัวหลงก็เดินกลับมาที่โบถส์นี่แหล่ะ เมืองของเค้าเล็กมากๆๆๆ เราใช้เวลาทั้งวันเดินได้สามรอบก็ครบทั้งเมือง O[]o มันไม่มีอะไรทำอ่า แถมตอนบ่ายถึงบ่ายสองราวกับเมืองร้าง T____T ทุกร้านปิดเกือบหมด เปิดก็แค่ร้านที่ขายของกิน
บรรยากาศสบายๆในเมือง ที่เราเดินเล่นไปเล่นมาฆ่าเวลารอรถไฟ
มังกรสี่ทิศที่เฝ้าสะพาน ดูขลังดี
ซูมน้องมังกรใกล้ๆ
อนุสาวรีย์ในตัวเมืองอีกอันที่มองไปเห็นโบสถ์อยู่ลิบๆ
โบสถ์อันนี้เราอยากเข้ามากๆๆๆ เดินวนไปวนมาอยู่2-3 ครั้งก็ยังอยากอยู่แต่เจ๊ที่มาบอกว่าเข้าไม่ได้ แต่เราไม่ยอมเชื่อ มันต้องเข้าได้สิน่า!! จนรอบที่สามที่เดินผ่าน เราก็วิ่งๆๆ ไปเช็คทุกประตูว่ามันเปิดได้มั๊ย? พยายามๆผลักๆดันๆ แล้วก็เดินคอตกกลับมา แต่บังเอิญเราดันไปสบตากับคุณลุงคนนึงทีมองเราอยู่นานแล้วเข้า คุณลุงแกหัวเราะใหญ่เลยแล้วก็กวักมือเรียกบอกว่าให้มาทางนี้ๆๆ เราก็ดีใจวิ่งหางกระดิกไปหา เย้ๆๆได้เข้าแล้วๆๆ เค้าก็พามาที่ประตูน่ากลัวๆอันที่เราไม่กล้าเข้าใกล้
ดูเด่ะ ประตูบ้าอะไร?มีหัวคนยื่นออกมาด้วยยยยย กี๊ดดด เรากลัวว๊อยยย แล้วคุณลุงก็ไขกุญแจให้กระเหรี่ยงเข้าเป็นกรณีพิเศษ ฮ่าๆๆ ทำไมคนที่นี่ใจดีจังค้า?
ข้างในโบถส์หรูหราไฮโซววววววมากกกกกก เรานี่ตะลึงๆๆๆ แล้วก็ร้องว้าว ครั้งแรกที่เห็น คุณลุงแกชอบใจใหญ่เลย แต่โบสถ์เค้าสวยมากจริงๆๆ ชอบบบบ
พอเดินจนรอบเมืองเจ๊สองคนก็หักหลังโดยการไปนั่งจิบกาแฟที่ร้านแทนที่จะไปเดินเล่นต่อกับเรา ฮื้ออออ เจ๊บอกว่า "ป้าแก่แล้วววว เชิญหลานไปเองเลย" กร๊ากกกกกก นี่ไม่มีห่วงว่าเราจะเดินหลงผิดๆถูกๆเลยเหรอ?? เราก็เลยคว้าเป้เดินลุยเองคนเดียว ก็เจอหนุ่มน้อยคนนึงเล่นกลอยู่ เราก็นั่งดูไป น้องเค้าพยายามมากกก แม้ว่าบางทีจะโยนผิดโยนถูก แต่ว่าเหล่าเด็กๆและคนชรารอบๆนั้นก็เอาใจช่วย เด็กก็ควักเงินใส่หมวกให้ ก่อนไปเราก็เดินเอาเงินไปให้เหมือนกัน สนับสนุนๆๆๆ
พอเราเดินและถ่ายรูปรอบเมืองจนสาแก่ใจแล้วก็ไปลากป้าๆ เพื่อไปขึ้นเคเบิลชมปราสาท แต่ๆๆๆ เราเกือบๆจะยกเลิกเมืองไปเห็นทางขึ้นเข้า ฮ่ากกกก สูงว๊อยยยยยย ยังไม่ทันขึ้นก็ขาสั่นแร้วววว
ขนาดดูรูปอีกรอบยังงงว่าเรากล้าขึ้นไปได้ยังไง?? ทั้งสูงทั้งชัน
แต่ในที่สุดก็ขึ้นจนได้ เราจับราวให้มั่นและพยายามไม่มองลงไปข้างล่างงงง มอง(การณ์)ไกลๆเข้าไว้ๆ กี๊ดดด สูงงงงงงงงงง กลัววววววว
ให้ดูความสูงอีกรอบบบบบบ
ข้างบนไม่ค่อยมีอะไรให้ดูนอกจากวิวและธรรมชาติ เราไปเดินเล่นในสวนแล้วก็นอนชมนกชมไม้ตามประสาคนว่างงาน ฮ่ากก เพิ่งจะสี่โมงเองงงงง ว่าแล้วก็นอนกลิ้งๆบนนั้นชม.นึงให้คุ้มค่าตั๋วแล้วค่อยลงจากปราสาทมาหาของกิน แต่กว่าจะได้กินเจ๊ๆช็อปเสื้อผ้ากันกระจาย T^T อ่า~ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราไม่สนใจเสื้อผ้าจากต่างประเทศเลย แพงและบางทีไม่สวยแถมเวลาแพ็คของกลับบ้านอย่างแรกที่เราทิ้งก็คือเสื้อผ้าอีก T___T เพราะงั้นตอนนี้ความแก่เลยครอบงำเราบ้าง ปวดขา~เส้นยึดดดดด
หลังจากเจ๊ๆช็อปเสร็จก็หาของกิน แน่นอนว่าพวกเรามองหาร้านอาหารไทยอย่างแรกแต่หาไม่เจอเลยปิ๊งๆกับร้านอาหารจีนเข้า แม่เจ้า~เค้าให้มาราวกับกินได้สองมื้อ แต่ด้วยความหิวและงกเราก็ฟาดกันเรียบเกือบทั้งจาน อิ่มอร่อยยยยยย แล้วก็ไปเดินย่อยกันด้วยการหลงทาง!! ฮ่าๆๆ เจ๊จะพาเราไปนั่งเล่นที่สวนใหญ่ๆ แต่ว่าเดินหลงกันไปไหนไม่รู้ สุดท้ายเลยนั่งชิวๆพักขากันที่สวนเล็กๆแห่งนึงแทน เจ๊บอกว่าวันนี้เป็นวันที่ใช้ขาได้คุ้มที่สุดแล้ววว ฮ่าๆๆ
พอเริ่มมืดเราก็เดินกลับไปในตัวเมืองดูแสงสีเสียงของสโลวาเนียกัน เค้าก็จะมีนักร้องร้องเพลงอยู่ตามมุมต่างๆ แล้วก็มีคนมาเต้นรำกัน เราชอบคู่คุณลุงคุณป้ามากๆ น่ารักกันจังเลย อั๊งงงง ตอนกลางคืนคนเยอะกว่ากลางวันจนน่าตกใจ ตามผับต่างๆเต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งจิบไนว์ดื่มเบียร์แกล้มบรรยากาศสบายๆ เต็มสองฝั่งแม่น้ำ เราก็เดินๆๆๆๆๆๆๆกันไปจนสี่ทุ่มก็เดินกลับสถานีไปนั่งต่อที่ร้านแมคในนั้น
จะบอกว่าสี่ทุ่มห้องน้ำปิด ห้อง waiting room ก็ปิด ทุกอย่างในสถานีปิดเรียบบบบ แอร้~ แล้วจะให้ฉันทำอย่างไรกับชีวิตอีก 4 ชม.ที่เหลืออยู่ที่นี่ค้า???? เราก็เดินดูกันเพราะว่าฝนตกหนาวมากกกก เสื้อผ้าที่เอาไปก็บางๆ ฮื้ออออ จะรอดกลับอิตาลียังไงเนี่ย??? พอดีเห็นห้องที่ฝากกระเป๋ามันเปิด 24 ชม.เราเลยตกลงว่าจะนั่ง(นอน)รอกันใน้แหล่ะ เราก็เอาของที่ฝากไว้ออกจากล็อคเกอร์แล้วเก็บของหาที่นอน
แต่!!!!!!!!
พอหย่อนก้นลงไปแทบร้องเจี๊ยกกกกกกกกก เอ๊ยยย พื้นเย้นบัดซบมากคร่า~ ที่หนาวๆยิ่งหนาวมากขึ้นเพราะว่าทั้งพื้นทั้งผนังเย็นสุดๆ (กรูคาดว่ากว่าจะตีสองครึ่งคงกลายเป็นไก่แก่แช่แข็งไปแล้วแน่ๆๆ) เราก็พยายามเอากระดาษมารองพื้นก่อนก็ช่วยได้นิดนึง เราก็หลับๆตื่นๆไปเกือบๆยี่สิบรอบ เปลี่ยนท่าแล้วเปลี่ยนท่าอีก ไม่คิดเลยว่าวันนึงจะมีโอกาสมานอนที่สถานีรถไฟแบบนี้ พยายามควักเอาเสื้อทุกตัวที่เอาไปด้วยมาใส่มั่งรองพื้นมั่ง จนถูๆไถๆไปได้จนตีสอง ก็ย้ายไปรอที่ชานชาลา T[]T การจะให้เวลาผ่านไปแต่ชม.ทำไมมันยากขนาดนี้ค้า?? (ทีเล่นเน็ตอยู่บ้านแป๊บเดียวหมดชั่วโมงงง)
แต่!!!!!!!!!!!!!!!!
รถไฟดีเลย์ กร๊ากกกก เราเพิ่งรู้ว่ากำแพงภาษาไม่มีจริงก็คราวนี้ แบบรอๆๆ จนเลยเวลาที่รถไฟควรจะมามันก็ไม่มา แล้วก็มีคนประกาศขบวนรถไฟเป็นระยะๆ แล้วเราก็เดาสุ่มเอาเองว่าอันนึงคงหมายถึงขบวนที่เราจะไปมันดีเลย์ไปสิบห้านาที T[]T นั่งข้างนอกหนาวโครตๆๆๆ สิบห้านาทีกว่าๆแล้วก็ยังไม่มา หงิงงงๆๆ จนกระทั่งเค้าประกาศอีกครั้งรอบนี้ฟังไม่ออกเลยแต่คิดเข้าข้างตัวเองแบบสุดๆว่ามันมาแล้ว ซึ่งก็มาแล้วจริงด้วยยยย ฮ่ากกกก ได้กลับแล้วววว ก็ขึ้นไปนั่งรอบนี้ดีที่คนน้อยเลยเหยียดแข้งขาได้ตามสบาย ตอนโดนตรวจตั๋วกับพาสปอร์ตก็ผ่านปกติจนถึงสถานีที่จะต้องไปเปลี่ยนรถไฟ
เราก็เดินไปปลุกป้าๆบอกว่าสถานีหน้าถึงแล้วนะ แล้วเราก็เดินไปนั่งอีกที่ พอรถจะจอดเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วก็เดินกลับมาบอกเราอีกที เค้ามองเราแล้วก็พยักหน้า แล้วมองเลยเราไปตรงที่เจ๊นั่งเค้าทำหน้าแบบ (กรู)รับไม่ได้ เราก็อ้าว?? เค้าเป็นไรอ่า? ทำไมทำหน้าแบบนั้น เลยหันไปมองงงง
แล้วเราก็ทำหน้าแบบ....กรูรับไม่ได้ว๊อยยยยย เช่นเดียวกัน
เจ๊ๆป้าๆยายๆ (จริงๆมีแค่สองคนแต่ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าอะไรดี) ยังหลับคร่อกๆหัวชนกันอยู่ เรานี่แบบบ กร๊ากก เอ๊ยยย จะลงมั๊ยค้าเจ๊??? กรูรู้แล้วว่าที่ไปตกระกำลำบากนี่เพราะอาร๊ายยยย ต่างคนต่างโทษกันว่าเป็นตัวซวย ฮ่าๆๆ เราว่าดวงพวกเรามันชงกันเองมากกว่า ซวยตลอดดดด
พอถึงสถานีก็ดูป้ายว่ารถจะมากี่โมงแล้วไปนั่งรอ แต่อนิจจา...ซี่รี่ย์นี้ยังมีภาคต่อที่เราไม่มีคิดว่าจะมีอีก ฮ่าๆๆ เพราะว่าวันนี้มันอาทิตย์รถไฟบางขบวนมันไม่มี T[]T แน่นอนว่ามันก็ต้องเป็นขบวนที่เรารอด้วย ซวยได้อีกนะค้า เราก็เดินไปดูป้ายอีกทีว่าทำไมยังไงมา (ต้องลอดอุโมงค์ลงไปฝั่งตรงข้าม) ส่วนป้าๆหลับต่อ แหมมม เพิ่งพาได้จริงจัง O[]O พอเราถึงอีกฝั่งมันก็ประกาศเวลา กี๊ดดด บอกเร็วกว่านี้มิได้ใช่มั๊ยคะ?? ต้องให้กรุถ่อไปก่อน? แล้วเราก็ดุป้ายเลยรู้ว่ารถไฟสามขบวนมันหยุดต้องรอไปอีกครึ่งชม. ก็พยายามบอกเจ๊ๆ ที่หลับคร่อกกกก (ให้คนรอบข้างขำกรูเล่น) อื้มมมมมมมมมม
พอเกือบถึงรถไฟมา มันประกาศอีกว่าดีเลย์ ฮ่าๆๆ เรานี่แบบ เอาเลยยยเอาให้เต็มที่ซี่รี่ย์นี้ยังมีตอนต่อๆๆๆไปแบบไม่มีหยุดดดดด อื้มมม ก็รอต่อไปจนมันมาและด้วยความรีบร้อนขึ้นรถไฟไปแล้วเพิ่งพบว่ามันเป็นรถ IC คือรถพิเศษแต่ตั๋วที่เรามีคือแบบ R ธรรมดา กร๊ากกก แววเสียเงินลอยมาแต่ไกล เราก็แอบแพนิคคิดว่าจะโดนปรับ แต่พอเอาเข้าจริงเค้าก็แค่คิดส่วนต่างที่เพิ่มมาเท่านั้นเอง ค่อยยังชั่วววว ฟู่ววววว
ก็นั่งไปจนสุดสายถึงบ้านค่า ทีนี้เจ๊อีกคนจะเป็นคนดีอยากเข้า workshop เราเลยไปเป็นเพื่อน(ก็ได้ว๊ะ) ทั้งๆที่ใจจริงอยากนอนมากกกก ก็อาบน้ำๆๆ แล้วนั่งรถเมลล์ออกไปกัน ส่วยเจ๊อีกคนซี่รีย์นี้จบไปแล้วเจ๊กลับบ้านนอนตามปกติส่วนกรูกับอีกคนยังเล่นภาคพิเศษต่อไปปปป เรานั่งรถมาได้ค่อนทางเพื่อนเจ๊ก็โทรมาบอกว่าวันนี้ไม่มี workshop นะ!!! O[]o เจริญมากค่า กรูมานั่งรถให้เหนื่อยต่อทำไมค้า???? กี๊ดดดดด เหนือซวยยังมีซวยกว่าๆๆๆ เลยต้องนั่งรถย้อนกลับบ้านอีกรอบบบบ
ตอนนี้ซี่รี่ย์จากโครเอเชียถึงสโลวาเกียจบสมบูรณ์แล้ว เรานั่งๆนอนๆอัพรูป อัพบลอคแบบสวัสดิภาพ
แต่....
ซี่รี่ย์อื่นๆๆ ยังรอวันวางแผงอยู่ ฮ่าๆๆ เราซวยจริงจังมาก (ตอนนี้มีในสต๊อก 2-3 เรื่องฮ่ะ แต่ละเรื่องใหญ่ๆและไม่น่าเกิดขึ้นได้จริงทั้งนั้น) เจ๊สองคนบอกว่าเข็ดแล้วไม่ออกไปเที่ยวแล้ว ส่วนเรากลับรู้สึกว่าเจอแบบนี้ก็สนุกดีนะ ชีวิตมีอะไรตื่นเต้นดีออก ลุ้นระทึกครึกโครมดี แน่นอนว่าเราจะยังท่องเที่ยวต่อไป ชีวิตที่ราบเรียบเกินมันสงบก็จริงแต่ไม่มีอะไรใหม่เลย เราชอบแน้ ฮ่าๆๆๆ มีเรื่องมาอัพเดทเพื่อนๆฮาดีจะตายยยย
แล้วจะอัพเรื่องเครียดๆแต่ฮาไปเรื่อยๆนะฮ้า~ June write มีอะไรมากกว่าที่คิดและเวลา 1 เดือนกว่าๆที่นี่กลับสอนอะไรมากมายให้เรามากกว่า 11 เดือนที่อยู่ที่อังกฤษซะอีก T[]T ฮ่าๆๆ
แต่ในความโชคร้ายก็ยังพอมีความโชคดีน้าาาา ได้รูปสวยๆ กลับมาด้วย
ตอนรอรถไฟนี่ทรหดอดทนจริงๆ สู้ชีวิตนะจ้ะอาม่าาา
#1 By KeeChan on 2009-06-07 20:42