กลับมาจากทัวร์ปารีสแล้วแหล่ะ ไปเที่ยวมาสามวัน >[]< เราอยากไปปารีสมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่คิดว่าวันที่ได้ไปจะมาถึงเร็วแบบนี้~ นับว่าโชคดีมากที่ได้มาอยู่อิตาลี จะเที่ยวจะไปไหนๆ ก็สะดวกไปหมด (ยกเว้นมันกลับอังกฤษไม่ได้นี่แหล่ะที่เศร้า)

รอบนี้ไปกับเพื่อนที่รู้จักกันที่อิตาลี 4 คน ไทย, อินเดีย, อาร์เจนติน่าร์ และ แอลซาวาดอร์ เยอะแยะและวุ่นวายมากๆ ตั้งแต่ก่อนไป ระหว่างไป และกลับ ฮ่าๆๆๆ เราไม่ถนัดกับการเที่ยวเป็นกลุ่มเลยจริงๆ T^T กว่าจะทำใจได้ก็ล่อเข้าไปค่อนวัน ก่อนหน้านั้นเครียดประสาทแดกมากๆๆ อิฉันไม่คุ้นกับการไปไหนเป็นฝูงๆ

ก่อนไปก็ดูตั๋วกันอยู่เรื่อยๆ จนราคามันขึ้นถึงยอมซื้อ ฮ่าๆๆ จริงๆมันมีปัญหาเรื่องโอนเงินน่ะเลยยังไม่ได้ซื้อซะที พอหมดปัญหาราคาตั๋วก็ขึ้นพรวดๆซะแล้ว T[]T ไปกลับเลยประมาณ 100 ยูโร (ไป 5 กลับ 90 ยูโร) อย่าตกใจกับราคาตั๋ว เพราะว่าอีตอนไปน่ะไปกับ Ryanair ที่ชอบไปบินจากแหล่งกันดารนอกตัวเมืองไปอีกสามฝากฝั่งชายแดนแต่ราคาถูกสุดตรีนนนนน ขอบอกว่าคิดไปคิดมารวมค่ารถไฟรถบัสที่จะไปถึงสนามบินได้ก็พอๆ กับสายการบินอื่นๆนั่นแหล่ะ เพราะงั้นใครจะมาเที่ยวแล้วจองตั๋วถูกๆ ระวังเสียเงินเพิ่มและหลงทางนะฮ้า ถ้าชินพื้นที่แล้วก็จองไปเหอะ ถูกมากกกก

เนื่องจากว่าไปกันหลายคน ต่างความคิดต่างความต้องการ เวลาแพลนเรื่องเที่ยวลำบากมากกกก กี๊ด ประสาทจะกิน T[]T แบบเสียเวลาไปเกือบอาทิตย์เพื่อวางแผนเที่ยวนี่ล่ะค้า ซึ่งมันไม่ใช่สไตล์เรามากๆ อย่างดีสุดเราก็มาแพลนเอาสองวันก่อนไปว่าอยากไปไหนหลักๆมั่ง ที่เหลือก็ให้โชคพาไปแล้วกัน~ (รู้มากมันจะไม่หลงทาง สำหรับเราถึงว่าเสียโอกาสอยู่นะ!!!)

สรุปเราเลยเอาแผนการเดินทางไปกลับปารีสและรถต่างๆมาดูแล ให้คนอื่นคิดไปว่าอยากไปไหน เราแค่ต้องการไปพิพิธภัณฑ์ลูฟ หอไอเฟล พระราชวังแวร์ซายด์ โบสถ์นอสทราดาม โอเปร่า แค่นี้ก็พอใจแล้ว >[]<

พอวันเดินทางก็แบกเป้คนละใบขึ้นรถไฟที่ทรีเอสไปที่เวนิช จากนั้นต่อรถบัสไปสนามบินชายแดนเวนิช Traviso (จริงๆมันคืออีกเมืองนึงเลย) เสียเวลารวมๆไปถึงปารีสก็แปดชม.ได้ T____T บินจริงแค่ชม.กว่าๆเอง ฮื้อออ พอไปถึงฝนตกหนักมากกกกก แหมต้อนรับได้ถึงใจมากกกกก เราเลยตบแท๊กซี่สองคันพาไปที่โรงแรม

โรงแรมโอเคอยู่มีสามเตียง เรากับพี่คนไทยและหนุ่มอาร์เจนติน่าร์นอนห้องเดียวกัน คาดว่าเค้าคงกลัวอีสาวไทยมากๆ เพราะว่าอาเจ๊โดนเราหลอกให้เปิดประตูห้องน้ำตอนเค้าอาบน้ำอยู่ กร๊ากกก เจ๊เชื่อเราด้วย~ โอ๊ย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่แกล้งคนอื่นสำเร็จฮ่า~ รู้สึกเข้าใจใบตองขึ้นมานิดนึง กรั่กๆๆๆ เรื่องของเรื่องคือเรากับเจ๊ตบตีกันอยู่เอาหมอนฟาดๆกัน แล้วเค้าอาบน้ำอยู่เลยถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เรากับพี่เข้าใจผิดไปว่าเค้าออกจากห้องน้ำไม่ได้เลยถามว่า ให้ช่วยเปิดประตูมั๊ย...มันตอบว่า yes yes เจ๊เลยหันมามองเรา เราก็เลยแกล้งบอกว่าช่วยเปิดประตูให้เค้าสิ เปิดเลยๆๆๆ เจ๊ก็บ้าจี้พยายามเปิดประตูอย่างสุดความสามารถ จนเค้าตะโกนออกมาว่าพวกยูจะทำอะไรน่ะ?????? กร๊ากกกกกกกกกกกก ฮาห้องแตกเลยคราวนี้~ พอออกมาเค้าบอกว่าเค้ากลัวผู้หญิงไทยแล้ว อย่าทำอะไรเค้านะ กรั่กๆๆๆๆ โอยยยยยย เราขำมากกกกกก

(ไม่ต้องด่าว่าเราหื่นนะ นี่แค่อุบัติเหตุ...แต่มันจะขำมากขึ้นถ้าเค้าไม่ได้ล็อคประตู ฮ่าๆๆ)

วันรุ่งขึ้นเราก็วางแผนว่าจะไปแวร์ซายด์กัน และเนื่องจากเราไปกับเพื่อนที่ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่กว่าเรา (สามสิบอัพและเป็นด๊อกเตอร์หมด) ดังนั้นกว่าจะได้ข้อสรุปอะไรแต่ละอย่างนานโครตเลย T___T การขึ้นรถไฟใต้ดิน (เมโทร) ครั้งแรกที่ปารีสทำเราปี๊ดแตกมากกกก พอถึงสถานีเราก็รีบเดินไปข้างล่างเลยหาทางมั่วๆ ถามเจ้าหน้าที่เสร็จเรียบร้อยได้เวลารถไฟทุกอย่าง แต่พอหันมาอ้าว หายไปไหนกัน? (อีกห้านาทีรถไฟจะมาแล้วนะค้าที่รักกกก) เรารอนานมากจนตกรถไฟขบวนนั้นไปแล้วเลยเดินย้อนกลับไปใหม่ เพื่อนๆยังวิเคราะห์สถานการณ์กันไม่เสร็จ กร๊ากกก กรูเซ้งงงงงง เราต้องอธิบายว่าไปยังไงๆ เปลี่ยนตรงไหนแล้วลากกกกกทุกคนลงมาก่อนที่จะตกอีกขบวน T____T ซึ่งแน่นอนว่ากว่าจะได้ข้อตกลงเราก็พลาดขบวนนั้นไปอีก (มันมีทุกๆยี่สิบนาที) กว่าจะไปถึงแวร์ซายก็ล่อเข้าไปเกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว

เลยเข้าใจว่าไปกับหลายๆคนนี่จะเอาอย่างใจเราแบบไปคนเดียวไม่ได้จริงๆด้วย ไม่ใช่ว่าเราเข้าใจแล้วจะไปได้ทันทีต้องทำให้ทุกคนเข้าใจด้วย กร๊ากกกกก เหนื่อยและเครียดมากกกก จนถามตัวเองเลยว่ามีครั้งไหนที่ประสาทแดกได้ขนาดนี้รึเปล่า? และเราก็เด็กด้วยไงพูดไรเค้าไม่ค่อยเชื่อด้วย ฮื้ออออ กว่าจะทำใจชิวได้นี่นานมากกกกกเลยนะ เที่ยวคนละสไตล์มันไปกันยากจริงจัง T[]T คุณด๊อกเตอร์ทั้งหลายคะ นี่ไปเที่ยวไม่ได้ไปทำการทดลองค่ะ อย่าวางแผนมากกกกก กรูเครียดดดดด~ มั่วๆเอาเดี๋ยวก็ถึงค่า~

สุดท้ายคำว่า "ปล่อยวางและช่างมัน" นั่นแหล่ะเป็นทางออกที่ดีที่ซู๊ดดดดด

สำหรับรถไฟใต้ดินของปารีสเราว่ามันเข้าใจง่ายมากเลยนะ ตอนแรกเห็นเส้นมันพันกันยั๊วะเยี้ยกว่าในลอนดอนเราแอบหวาดผวาว่าจะพาเพื่อนไปหลงรึเปล่า? เอาเข้าจริงๆทุกอย่างเป็นระบบกว่าอังกฤษมาก (เราสารภาพเลยว่าหลงทางในรถไฟใต้ดินที่ลอนดอนทุกรอบอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้~) แอบประทับใจแม้ว่ารถไฟจะเก่าแก่ไปหน่อยก็เหอะ

พอไปถึงสถานีของแวร์ซายด์ก็มีป้ายบอกทางไปวังแวร์ซายด์เลยไม่ต้องกลัวหลง อีกทางที่ดีมากๆคือตามมนุษย์ดาวโลกไป สุดท้ายก็ไปถึงเวร์ซายด์เหมือนกัน

ด้านหน้า >[]< เราชอบมุมนี้มากที่สุด ต้องเล็งนานมากกว่าจะให้มนุษย์เดินผ่านหน้ากล้องไปให้หมดได้ ด้านหน้านี่เต็มไปด้วยผู้คน เยอะมากกกกกกกก มองทั้งวังแล้วเราว่ายังไงๆ พระราชวังจักรีของไทยก็งามกว่าตะลึงกว่าหลายเท่า~ อันนี้รูปตัวอาคารมันไม่ค่อยเข้ากันเลยอ่ะ (กล้องเราเก็บหน้าวังมาไม่หมด ถ่ายได้เป็นส่วนๆ)

อันนี้ด้านขวา มองเป็นส่วนๆแล้วสวยดีนะ 

ข้างในวังสวยมากกกกก ไฮโซววววว มีทั้งรูปปั้นทหารเรียงรายแอ๊กท่าเท่ห์ๆ (บางคนออกไปทางตลก) มีรูปภาพที่ฝาผนังซ้านขวาและบนหัว ยิ่งทำให้เรารู้สึกถึงความหรูหราแบบฝรั่งเศสจนตะลึงๆ

แต่ละห้องก็จะมีโคมใหญ่ๆ ประดับมีรูปภาพคนสำคัญๆ ที่เราไม่รู้ว่าเค้าเป็นครายยย ได้เห็นห้องมารีอังตัวเน็ตกับพระเจ้าหลุยส์แล้ว สวยและไฮโซ ยกเว้นเตียงที่มันสั้นมากจนตกใจ T[]T เราไม่รู้ว่าทำไมเตียงกษัตริย์ยุโรปต้องสูงและสั้นด้วย? จริงๆฝรั่งขายาวเตียงควรยาวสิ???

ห้องที่เราชอบที่สุดดดด >___< มีโคมระย้าเต็มห้องเลย ข้างๆก็มีรูปวาดสวยๆ เดินดูไปเรื่อยๆ มีความสุขมากกกกกกกกกกก มองเห้นวิวที่สวนด้วย ชอบบบบ

แปะภาพที่มีคนมั่ง ห้องนี้เป็นห้องรวมรูปวาดสมัยสงครามของฝรั่งเศส ที่เราคิดว่าไม่เข้ากันคือเอารูปถ่ายสมัยใหม่มาวางไว้ด้วยกันนี่แหล่ะ

พอเดินข้างในจนสาแก่ใจเราก็ออกมาเดินเล่นในสวน โดยส่วนตัวเราชอบสวนมากกว่าวังนะ มีดอกไม้เยอะมากๆๆๆ มีการแต่งสวนสวยมากๆๆๆ >____<

สวนด้านล่างที่ไม่มีปัญญาเดินลงไป T^T กลัวปีนขึ้นมาไม่หวาย~

นี่ด้านหลังวัง ตัวตึกดูธรรมดาๆ ไม่ได้อลังการงานสร้างแบบวังของไทยหรือดูเหมือนคุกเหมือนวังของอังกฤษ (แฮ่~ เรามักคิดว่าวังหรือปราสาทของอังกฤษเหมือนที่คุมขังนักโทษมากกว่าวังทุกที)

พอเดินในแวร์ซายด์หมดเราก็รีบไปเจอเพื่อนที่หน้าวังเพราะนัดกันเอาไว้ว่าถ้าหลงกันให้มาเจอกันตรงประตูตอนบ่ายสอง แต่เค้าก็เลทกันนนนนแน่นอนว่าเราเดือดปุดๆ อยู่ในใจ ฮื้ออออ กว่าจะกลับเข้าเมืองกว่าจะตกลงว่าจะไปไหนต่อได้ก็อีกนานแล้วที่ต่างๆก็จะปิดตอนหกโมงเย็นด้วย เพราะงี้อ่ะเราเลยไม่ชอบไปกันเยอะๆมากๆ มันคุมอะไรไม่ค่อยได้ ดูอะไรที่อยากดูไม่ค่อยได้ต้องรอกันไปรอกันมาตลอด T^T แล้วพอใครจะไปไหนไม่มีการบอกหายวับไปอย่างนั้น เรานี่หลงกับเพื่อนหลายรอบมากๆ เสียเวลาหากันไปอีกชม.นึง ไม่เข้าใจว่าต่างชาติเที่ยวกันยังไงแต่กรณีนี้ไม่ค่อยเกิดตอนเราไปเที่ยวกับคนไทยนะ

สุดท้ายในเมื่อทุกคนตกลงกันไม่ได้ว่าจะไปไหนเราเลยมัดมือชกว่าไปโบสถ์นอสทราดามกันเหอะเหลือเวลาอีกแค่สองชม.เอง แถบๆนั้นมีโบสถ์อยู่หลายที่น่าจะเก็บได้ก่อนโบสถ์ปิด แต่พอไปถึงพบว่าเกิดอะไรซักอย่างขึ้นในนอสทราดามมีรถดับเพลิง มีเจ้าหน้าที่ปีนๆป่ายๆตรงหอคอยเยอะมากและเค้าไม่ให้ใครเข้าไป เราเลยต้องเปลี่ยนแผนไปที่โบสถ์อื่นแทน

ด้านหน้าโบสถ์นอสทราดาม ตัวโบสถ์เล็กกว่าที่คิดนิดนึง แต่ว่าก็สวยมากๆๆๆ มองขึ้นไปเห้นหอคอยแล้วอยากปีนไปถ่ายรูปกับสัตว์ประหลาดที่เฝ้าโบสถ์ เค้าเรียกอะไรนะ? การ์กอย?? (เราแอบเรียกกองกอยไปแล้ว) แต่ว่าก็ต้องโบกมือลาเงียบๆ เจอกันพรุ่งนี้นะฮ้า วันนี้อดดดด

โบสถ์ St.Chapelle ที่ตั้งอยู่ในกระทรวงยุติธรรม กว่าจะเข้าโบสถ์ได้ต้องเอ็กซเรย์กระเป๋าตรวจโลหะกันยกใหญ่ทีเดียว

ข้างในชั้นล่าง ตอนแรกเข้าไปคนเพียบบบบบบบ T^T อ้อ ลืมบอกไปว่าถ้าไปปารีสสิ่งที่ครซื้อมากๆคือ paris museum pass เราจะได้เป็นมนุษย์อภิสิทธิ์ชนทันที ไม่ต้องต่อแถวยาวๆ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม อยากเข้าอะไรเข้าไป แต่ต้องวางแผนไปดีๆว่าวันไหนจะไปไหนจะได้ใช้คุ้มๆ ฮ่า ส่วน paris pass ไม่จำเป็นไม่ต้องซื้อก็ได้ซื้อตั๋วแบบสิบใบที่เรียกว่า carnet จะคุ้มกว่า เราไปสามวันใช้ไปแค่ชุดเดียว 11 ยูโรเอง (เพื่อนเราใช้ไปแค่แปดใบ แต่เรามีรอบดึกเลยใช้ชุดนึงพอดีๆ)

ชั้นบนเป็นกระจกสีๆ แล้วข้างในมืดมากๆๆๆ เพราะงั้นกระจกแทบจะเปล่งแสงได้เลย สวยมากกกก โบสถ์เล็กมากคนเยอะมาก แต่ว่าก้สวยมากเหมือนกัน

พอหลังหกโมงเย็นพวกพิพิธภัณฑ์พวกโบสถ์ต่างๆ ก็จะปิด สิ่งที่เหลือให้ทำคือล่องเรือเลียบแม่น้ำเซนกับไปขึ้นหอไอเฟล เราก็เลือกล่องเรือก่อนซึ่งไม่ผิดหวังเลย มันให้ความรู้สึกที่ดีมากกกกก ถ้ามาปารีสแล้วควรมาล่องเรือด้วยนะมันให้ความรู้สึกที่โครตโรแมนติกเลยนะ ขนาดมากันเยอะๆเรายังสัมผัสความน่ารักของเมืองได้เต็มที่เลย พอลมแม่น้ำปะทะหน้ามันทำให้สดชื่นมากๆ วิวสองฝั่งแม้น้ำมาก็สวยมากๆๆๆๆๆๆๆ ผ่านสถานที่สำคัญๆ เยอะพอสมควร เรียกได้ว่าไม่ต้องเหนื่อยแต่ว่าเห็นจนคุ้มแทบดูไม่ทันเลยทีเดียว (แอบอยากเขกหัวตัวเองว่าไม่ได้ล่องแม่น้ำเทมส์ของอังกฤษ)

วิวด้านหน้า (ด้านหลัง?) ของโบสถ์นอสทราดาม เราชอบด้านนี้มากที่สุดดดด น่าวาดรูป

ผ่านหอไอเฟลด้วย โอย เราชอบมากๆๆๆๆๆ ก่อนไปไม่ได้คลั่งหอไอเฟลขนาดนี้นะ ตอนนี้ชอบมากโครตตตต เป็นสิ่งก่อสร้างที่น่ารักมากๆๆๆ เราว่าถ้าปารีสไม่มีหอไอเฟลปารีสก็อาจจะไม่ได้ดึงดูดคนได้มากเท่านี้ก็ได้ ขำที่คนบรรยายบอกว่าหอไอเฟลเป็นมาสคอสของปารีส ฮ่าๆๆ จริงด้วย

พอล่องเรือเสร็จเราก็ไปที่หอไอเฟลกันทันที ยืนต่อแถวนานมากกกกกกกกก แถมตอนแรกเกือบชวดไม่ได้ขึ้นชั้นสูงสุดแล้ว แต่พอต่อๆแถวไปเค้าก้ประกาศว่าขึ้นได้แล้ว แหมดีใจมากกกก นึกว่าจะเหมือนตอนไปขึ้นเขาจุงเฟราแล้วขึ้นไม่ได้เพราะว่ามันคือภูเขาหญิงสาว (ขอบใจนะแย้ที่อุตส่าห์บอกกรู๊วววว ปีนี้จะไปพิสูจน์ความสาวอีก ต้องขึ้นได้สิฟระ!!) ยังไงชั้นก็ขึ้นไปเหยียบชั้นบนสุดของไอเฟลมาแล้วววว รอดพ้นอาถรรพณ์ฮ่า

ข้างบนมีกล้องส่องทางไกลด้วย เวลามองลงมาปารีสเหมือนเมืองตุ๊กตาเลย น่ารักมากๆ

ข้างบนสุดทั้งสูงทั้งหนาวทำเอาขาสั่นมากๆๆๆ ไม่สามารถตอบตัวเองได้ว่าเป็นเพราะหนาว? สูง? เสียว? เหนื่อย? ขาเลยสั่นแทบจะเดินไม่ไหว ฮื้ออออ ไม่กล้ามองลงไปเท่าไหร่หรอกนะ กลัวววววว

ที่ชอบที่สุดคือมีธงชาติแต่ละประเทศบอกว่าจากประเทศนั้นถึงหอไอเฟลห่างกันเท่าไหร่ด้วย อ่า~ จากไทยมาเก้าพันกว่ากิโลเมตร T^T คิดถึงไทยจังงงงง

ตอนขาลงเสียวมากกกกกกกกกกกกกกกกกก มันเหมือนวูบลงมาสู่พื้นโลกเลย T[]T ขนาดมีพักที่ชั้นสองก่อนแต่เราก็ยังหวั่นไหวววววววว กี๊ดดดด กลัวว๊อยยยยยย แถมฝนก็ตกหนักขึ้นๆๆ พอลงจากไอเฟลแล้วต้องรีบขึ้นรถไฟกลับโรงแรมและจบทริปวันแรกแค่นี้เลย ฝนไม่น่าตกเลยฮื้อออออ

วันที่สองกับสามจะมาต่อเร็วๆนี้ ดูรูปที่เหลือได้ที่ มัลติพลายจ้า

ปล.1 เราชอบลูฟมากที่สุดดดด เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สวยที่สุดที่เราเคยไปเลย ฮ่ากกก อยากมีเวลาเต็มๆซักวันนึงเดินในนั้นจัง

ปล.2 กี๊ดในมัลติไปแล้วขอกี๊ดที่นี่ต่อ ฉันเจอผู้ชายจูบกันหน้าลูฟยามค่ำคืนแสนโรแมนติกล่ะทุ๊กคนนนนน กี๊ดดดดดดดดด ของจริงมันนนนนนนน....มากๆๆๆๆๆ ฮ่ากกกกกก